ตั้งราคางานโลหะให้ไม่ขาดทุนด้วยการแยกค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายแฝง และกำไร เรียนรู้วิธีคิดราคาตามความซับซ้อนของชิ้นงาน พร้อมเกณฑ์เปรียบเทียบราคาสำหรับงานสั่งทำเป็นเงินบาท
การตั้งราคางานโลหะทำมือที่ไม่ขาดทุน ต้องรวม ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายแฝง และกำไร
ไว้ในราคาเดียวกันเสมอ. สำหรับงานรับทำตามสั่ง ควรระบุขอบเขตแบบ รอบแก้ไข ระยะเวลาผลิต และเงื่อนไขมัดจำก่อนเริ่มงาน. วิธีคิดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่างานเป็นชิ้นมาตรฐาน งานใช้เวลามาก หรืองานออกแบบเฉพาะบุคคล.
ผู้ทำงานควรบันทึกน้ำหนักวัสดุและเวลาจริงของแต่ละขั้นตอน เพื่อเห็นว่าชิ้นใดกำไรต่ำหรือมีความเสี่ยงขาดทุน. ผู้ว่าจ้างก็ใช้หลักเดียวกันนี้เปรียบเทียบใบเสนอราคาได้ โดยไม่ดูเฉพาะยอดรวมเป็นเงินบาท.
ราคาวัตถุดิบโลหะและค่าใช้จ่ายของแต่ละพื้นที่อาจเปลี่ยนได้ จึงควรตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่เสนอราคา.
ดูภาพรวมอย่างรวดเร็ว
- ราคางานโลหะทำมือควรรวมค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายในการผลิต และกำไร
- งานที่เลื่อย ฉลุ เชื่อม ขัดเงา แกะลาย หรือประกอบหลายชิ้น ควรคิดเวลาผลิตแยกตามขั้นตอน
- งานสั่งทำควรระบุแบบงาน รอบแก้ไข ระยะเวลาผลิต และเงื่อนไขมัดจำไว้ในใบเสนอราคา
| วิธีคิดราคา | เหมาะกับงานแบบใด | จุดที่ควรตรวจสอบก่อนใช้ |
|---|---|---|
| ต้นทุนบวกกำไร | งานที่รู้ค่าวัสดุและค่าใช้จ่ายชัดเจน | อย่าลืมค่าใช้จ่ายแฝงและความผันผวนของราคาโลหะ |
| คิดตามชั่วโมง | งานแกะลาย งานเชื่อมละเอียด งานทดลองเทคนิค | ต้องบันทึกเวลาร่างแบบ ทำจริง และเก็บงาน |
| ราคาเหมารวมต่อชิ้น | สินค้าทำซ้ำได้และมีขั้นตอนใกล้เคียงกัน | ควรกำหนดสเปกให้ชัด ไม่เช่นนั้นงานเพิ่มอาจไม่คุ้ม |
| ใบเสนอราคางานสั่งทำ | ของขวัญสลักชื่อ งานออกแบบเฉพาะ และงานหลายชิ้น | ต้องระบุขอบเขตแบบ รอบแก้ไข กำหนดส่ง และมัดจำ |
ตั้งราคางานโลหะให้คุ้ม: ต้องรวมต้นทุนอะไรบ้าง
คำตอบสั้น ๆ คือ อย่าดูเฉพาะราคาโลหะที่ซื้อมา เพราะงานหนึ่งชิ้นมีทั้งเวลาฝีมือ การใช้เครื่องมือ และต้นทุนระหว่างผลิต หากคิดเพียงค่าวัตถุดิบแล้วบวกเพิ่มเล็กน้อย งานที่ดูขายได้อาจไม่ได้สร้างกำไรจริง
สูตรพื้นฐาน: วัสดุ + ค่าแรง + ค่าใช้จ่ายแฝง + กำไร
เริ่มจากสูตรที่ติดตามง่าย: ราคาขาย = ค่าวัสดุ + ค่าแรง + ค่าใช้จ่ายแฝง + กำไร สูตรนี้ใช้ได้ทั้งงานเครื่องประดับ งานตกแต่ง งานเชื่อมประกอบ และงานโลหะรับทำตามสั่ง แต่รายละเอียดในแต่ละส่วนต้องอ้างอิงจากงานจริงของตนเอง
ค่าวัสดุ อาจเปลี่ยนตามชนิด น้ำหนัก และราคาของโลหะในช่วงนั้น ส่วน ค่าแรง ควรสะท้อนเวลาและความชำนาญที่ใช้จริง ขณะที่ ค่าใช้จ่ายแฝง คือส่วนที่มักถูกลืม เช่น ค่าไฟ วัสดุสิ้นเปลือง บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง และค่าธรรมเนียมช่องทางขาย
กำไรไม่ใช่เงินส่วนเกินที่ใส่เมื่อจำเป็นเท่านั้น แต่เป็นส่วนที่ช่วยให้งานมีพื้นที่รองรับความเสี่ยง การปรับปรุงเครื่องมือ และเวลาที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการผลิตชิ้นงานโดยตรง
สรุป 3 ข้อก่อนติดป้ายราคา
- รู้ต้นทุนจริงก่อน โดยแยกวัสดุ แรงงาน และรายจ่ายอื่นออกจากกัน
- แยกงานมาตรฐานออกจากงานพิเศษ เพราะเวลาและความซับซ้อนไม่เท่ากัน
- ทบทวนราคาเมื่อวัสดุเปลี่ยน โดยเฉพาะการเสนอราคาเป็นเงินบาทล่วงหน้า
หากยังไม่มีข้อมูลย้อนหลัง ให้เริ่มทำตารางต้นทุนอย่างง่ายสำหรับทุกชิ้นงานก่อน แม้ในระยะแรกจะยังประเมินเวลาไม่แม่น แต่ข้อมูลสะสมจะช่วยให้การตั้งราคาและการออกใบเสนอราคางานโลหะมีเหตุผลขึ้น
เปรียบเทียบวิธีคิดราคาแบบไหนเหมาะกับงานของคุณ
ไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับงานทุกประเภท การเลือกวิธีคิดราคาควรดูว่าแบบงานมีความตายตัวเพียงใด วัสดุผันผวนหรือไม่ และลูกค้าต้องการปรับรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน
คิดตามต้นทุนและบวกกำไร
วิธีนี้เหมาะเมื่อสามารถระบุน้ำหนักวัสดุ จำนวนชิ้นส่วน และค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ค่อนข้างชัดเจน เหมาะสำหรับงานที่มีแบบประจำหรือมีขั้นตอนทำซ้ำได้ จุดแข็งคือช่วยให้เห็นต้นทุนขั้นต่ำก่อนกำหนดราคาขาย
ข้อควรระวังคืออย่าคิดต้นทุนจากวัสดุอย่างเดียว งานขัดเงาหลายรอบ งานเชื่อมหลายจุด หรือชิ้นงานที่ต้องใช้วัสดุสิ้นเปลืองมาก ควรถูกบันทึกเป็นต้นทุนด้วย
คิดตามชั่วโมงทำงาน
การคิดตามชั่วโมงเหมาะกับงานที่เวลาผลิตต่างกันมาก เช่น งานฉลุ งานแกะลาย งานปรับแบบ หรือชิ้นงานที่ต้องทดลองก่อนทำจริง ให้บันทึกตั้งแต่เวลาร่างแบบ เตรียมวัสดุ เลื่อย เชื่อม ขัด ประกอบ ไปจนถึงตรวจความเรียบร้อย
วิธีนี้ทำให้เห็นมูลค่าของทักษะชัดขึ้น แต่ควรตกลงกับลูกค้าว่าเวลาใดรวมอยู่ในงาน และเวลาใดเป็นงานเพิ่มจากขอบเขตเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีการแก้แบบหลายรอบ
คิดราคาเหมารวมสำหรับชิ้นงานมาตรฐานและงานสั่งทำ
ราคาเหมารวม เหมาะกับสินค้าที่มีขนาด วัสดุ เทคนิค และขั้นตอนคงที่ เช่น ชิ้นงานรูปแบบเดิมที่ผลิตซ้ำได้ ผู้ขายสามารถใช้ต้นทุนเฉลี่ยจากงานที่ผ่านมาเพื่อกำหนดราคาได้สะดวกขึ้น
แต่สำหรับ งานสั่งทำ ควรคิดราคาแยกตามแบบ ความละเอียด วัสดุ การสลักชื่อ หรือการประกอบหลายชิ้น ไม่ควรใช้ราคาเหมารวมของสินค้าปกติมาอ้างอิงทั้งหมด เพราะรายละเอียดเล็กน้อยอาจเพิ่มเวลาทำงานได้มาก
คำนวณค่าวัสดุ ค่าแรง และต้นทุนแฝงอย่างเป็นขั้นตอน
การคำนวณที่ใช้ได้จริงไม่จำเป็นต้องซับซ้อน สิ่งสำคัญคือบันทึกด้วยรูปแบบเดิมทุกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบชิ้นงานและตรวจสอบกำไรได้ภายหลัง
บันทึกน้ำหนัก ราคา และการสูญเสียวัสดุ
ก่อนเริ่มงาน ให้ระบุชนิดโลหะ น้ำหนักที่ต้องใช้ และราคาวัสดุในวันที่ประเมินต้นทุน หากมีเศษจากการตัด เลื่อย ฉลุ หรือขึ้นรูป ควรบันทึกการใช้จริงและการสูญเสียวัสดุไว้ด้วย ไม่ควรสมมติว่าวัสดุทุกส่วนกลายเป็นชิ้นงานขายได้ทั้งหมด
เมื่อเสนอราคาล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ควรพิจารณาความผันผวนของราคาโลหะด้วย หากลูกค้าตัดสินใจช้าหรือเปลี่ยนวัสดุภายหลัง ต้นทุนเดิมอาจไม่ตรงกับต้นทุนวันที่เริ่มผลิต
กำหนดค่าแรงตามเวลาและระดับความชำนาญ
ให้กำหนดหลักคิดค่าแรงที่สอดคล้องกับทักษะและเวลาของช่างในพื้นที่ของตนเอง โดยแยกเวลา ทำแบบ เตรียมงาน ผลิต เก็บรายละเอียด และแก้ไข ออกจากกัน งานเชื่อม งานแกะลาย หรืองานขัดเงาที่ต้องละเอียดไม่ควรถูกคิดเหมือนงานประกอบทั่วไป
หากยังไม่รู้ว่าชิ้นงานหนึ่งใช้เวลากี่ชั่วโมง ให้จับเวลาระหว่างทำจริงหลายครั้ง แล้วใช้ข้อมูลนั้นเป็นฐานสำหรับชิ้นงานรุ่นต่อไป วิธีนี้ช่วยลดการตั้งราคาจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
อย่าลืมค่าเครื่องมือ วัสดุสิ้นเปลือง บรรจุภัณฑ์ และค่าธรรมเนียมขาย
ต้นทุนแฝงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นก้อนใหญ่ในหนึ่งชิ้นงาน แต่สะสมจนกระทบกำไรได้ เช่น ค่าไฟฟ้า วัสดุขัด กระดาษทราย ลวดเชื่อม อุปกรณ์ป้องกัน บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมจากช่องทางขาย
ไม่จำเป็นต้องเดาตัวเลขเดียวให้ใช้กับทุกงาน เพราะบางชิ้นใช้วัสดุสิ้นเปลืองหรือแพ็กเกจมากกว่า ควรแยกตามลักษณะสินค้าเพื่อให้ต้นทุนใกล้เคียงความจริง และช่วยตัดสินใจได้ว่างานใดควรปรับราคา
จุดที่ทำให้ตั้งราคาต่ำเกินไปและวิธีป้องกัน
การตั้งราคาต่ำเกินไปมักไม่ได้เกิดจากตั้งใจลดราคา แต่เกิดจากมีงานบางส่วนที่ไม่ได้ถูกนับเข้าต้นทุนตั้งแต่ต้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือทำรายการขั้นตอนก่อนออกใบเสนอราคา
ลืมคิดเวลาร่างแบบ ทดลอง และแก้งาน
งานโลหะทำมือหลายชิ้นไม่ได้เริ่มจากการผลิตทันที ยังมีเวลาคุยรายละเอียด ร่างแบบ ทดลองเทคนิค และปรับขนาด เวลาส่วนนี้มีมูลค่า โดยเฉพาะงานออกแบบเฉพาะหรือชิ้นงานที่ลูกค้าต้องการภาพตัวอย่างก่อนตัดสินใจ
ควรกำหนดตั้งแต่แรกว่าส่วนใดรวมอยู่ในราคา และหากมีการเปลี่ยนจากแบบที่ตกลงแล้ว จะคิดค่าออกแบบหรือค่าแรงเพิ่มอย่างไร การระบุเป็นลายลักษณ์อักษรช่วยลดความเข้าใจไม่ตรงกัน

ไม่กำหนดจำนวนรอบแก้ไขในงานสั่งทำ
คำว่า “ปรับนิดเดียว” อาจกระทบทั้งวัสดุ เวลา และกำหนดส่ง หากเป็นงานรับทำตามสั่ง ควรระบุจำนวนรอบแก้ไขที่รวมอยู่ในราคา รวมถึงจุดที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแบบใหม่ เช่น เปลี่ยนขนาด เปลี่ยนลวดลาย เปลี่ยนชนิดโลหะ หรือเพิ่มชิ้นส่วน
ขอบเขตที่ชัดเจนไม่ใช่การทำให้บริการแข็งตัว แต่เป็นวิธีปกป้องทั้งช่างและลูกค้าให้เข้าใจงานตรงกันตั้งแต่ก่อนเริ่มผลิต
ใช้ราคาวัตถุดิบเดิมเมื่อราคาโลหะเปลี่ยน
ราคาโลหะอาจเปลี่ยนได้ การใช้ต้นทุนเก่ากับงานใหม่จึงอาจทำให้กำไรคลาดเคลื่อน ควรตรวจสอบราคาวัสดุ ณ วันที่คำนวณ และระบุช่วงเวลาที่ใบเสนอราคามีผลหากต้องเสนอราคาล่วงหน้า
สำหรับลูกค้า การเห็นรายละเอียดวัสดุในใบเสนอราคาจะช่วยให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนชนิดโลหะหรือน้ำหนักชิ้นงานมีผลต่อยอดรวมอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องตีความว่าราคาที่ต่างกันเกิดจากค่าแรงเพียงอย่างเดียว
ตั้งราคาตามประเภทลูกค้าและลักษณะคำสั่งซื้อ
การใช้ตารางราคาเดียวกับทุกคำสั่งซื้ออาจไม่เหมาะ เพราะงานขายปลีก งานของขวัญ และงานโครงการมีต้นทุนด้านเวลา การประสานงาน และขอบเขตงานต่างกัน
งานขายปลีก ชิ้นเดียว และสินค้าทำซ้ำ
สินค้าที่ทำซ้ำได้ควรมีสเปกมาตรฐาน เช่น ชนิดวัสดุ ขนาด เทคนิค และรูปแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้คำนวณต้นทุนต่อชิ้นได้ง่ายขึ้น หากมีตัวเลือกเพิ่ม เช่น สลักชื่อหรือเปลี่ยนขนาด ควรแยกเป็นรายการเสริมแทนการรวมทุกอย่างไว้ในราคาพื้นฐาน
งานของขวัญสลักชื่อและงานออกแบบเฉพาะ
งานประเภทนี้ควรให้ความสำคัญกับการยืนยันข้อความ ลายสลัก ขนาด และตัวสะกดก่อนเริ่มทำ เพราะความผิดพลาดอาจทำให้ต้องใช้วัสดุและเวลาใหม่ ค่ารับทำตามสั่งจึงควรสะท้อนเวลาสื่อสาร การเตรียมแบบ และการตรวจรายละเอียดด้วย
ควรแจ้งลูกค้าให้ตรวจแบบหรือข้อความในจุดที่กำหนดก่อนเริ่มผลิต เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยืนยันข้อมูลชุดเดียวกัน
งานสำหรับร้านค้า โครงการ หรือคำสั่งซื้อหลายชิ้น
คำสั่งซื้อหลายชิ้นอาจมีข้อได้เปรียบจากการจัดเตรียมงานครั้งเดียวและการทำซ้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องลดราคาโดยอัตโนมัติ ควรพิจารณาจำนวนแบบ จำนวนชิ้น กำหนดส่ง การบรรจุแยกชิ้น และภาระในการประสานงานร่วมกัน
สำหรับงานลักษณะนี้ ใบเสนอราคางานโลหะควรแยกรายการให้ตรวจสอบได้ง่าย เช่น วัสดุ งานผลิต งานออกแบบ งานบรรจุ หรือเงื่อนไขการจัดส่ง เพื่อป้องกันการตีความยอดรวมต่างกันภายหลัง
เกณฑ์เลือกวิธีคิดราคาและเปรียบเทียบใบเสนอราคา
ทั้งผู้ทำงานและผู้ว่าจ้างควรเปรียบเทียบ “ขอบเขตที่ได้รับ” ควบคู่กับราคา งานที่ยอดรวมต่ำกว่าอาจไม่ได้รวมวัสดุ คุณภาพการเก็บงาน จำนวนรอบแก้ไข หรือบริการอื่นไว้เหมือนกัน
ตารางตรวจสอบความครบถ้วนของราคาและขอบเขตงาน
| รายการตรวจสอบ | สิ่งที่ควรมีในใบเสนอราคา |
|---|---|
| รายละเอียดวัสดุ | ชนิดโลหะ น้ำหนักหรือขนาดตามที่ตกลง และเงื่อนไขเมื่อวัสดุเปลี่ยน |
| แบบและเทคนิค | ลวดลาย การเชื่อม การฉลุ การขัดเงา การสลัก หรือการประกอบ |
| การแก้ไข | จำนวนรอบที่รวมอยู่ และเงื่อนไขของการเปลี่ยนแบบ |
| ระยะเวลาผลิต | ช่วงเวลาที่คาดหมายและจุดเริ่มนับหลังยืนยันรายละเอียด |
| การชำระเงิน | เงื่อนไขมัดจำ ยอดคงเหลือ และเงื่อนไขอื่นที่ตกลงร่วมกัน |
เมื่อใดควรคิดค่ามัดจำ ค่าด่วน หรือค่าออกแบบเพิ่ม
งานสั่งทำที่ต้องซื้อวัสดุเฉพาะ เริ่มร่างแบบ หรือกันเวลาผลิต ควรมีเงื่อนไขมัดจำที่ชัดเจนตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ส่วนงานเร่งด่วนควรประเมินว่ากระทบลำดับงาน เครื่องมือ และเวลาเก็บรายละเอียดหรือไม่ ก่อนกำหนดค่าด่วน
หากลูกค้าต้องการออกแบบใหม่ ลายเฉพาะ หรือมีการปรับจากแบบเดิมหลายครั้ง การคิดค่าออกแบบเพิ่มอาจเหมาะสมกว่าไปรวมภาระทั้งหมดไว้ในราคาผลิต เพราะทำให้เห็นที่มาของค่าใช้จ่ายอย่างตรงไปตรงมา
สรุปก่อนตัดสินใจ: ราคาที่ต่ำที่สุดไม่ใช่ต้นทุนที่ต่ำที่สุดเสมอไป
ผู้ว่าจ้างควรถามว่าราคานั้นรวมวัสดุ งานเก็บรายละเอียด การแก้ไข และการจัดส่งหรือไม่ ขณะที่ผู้ขายควรถามตัวเองว่าราคานั้นครอบคลุมเวลาทำงานจริงและรายจ่ายทั้งหมดหรือยัง การเปรียบเทียบอย่างมีรายการทำให้ตัดสินใจได้ปลอดภัยกว่าการดูเฉพาะยอดเงินบาทสุดท้าย
เกณฑ์การเลือกและสรุปเปรียบเทียบ
ก่อนเลือกเครื่องมือคำนวณต้นทุนหรือบริการรับทำ ควรตรวจสอบ ชนิดและน้ำหนักวัสดุ ขั้นตอนการผลิต เวลาที่ใช้จริง ค่าใช้จ่ายแฝง ขอบเขตการแก้แบบ และ เงื่อนไขมัดจำ ให้ครบ หากต้องการเทียบใบเสนอราคา ให้ขอรายละเอียดในรูปแบบเดียวกันเพื่อดูว่าแต่ละรายการรวมอะไรไว้บ้าง รายละเอียดเงื่อนไขและขอบเขตงานควรตรวจสอบจากหน้าข้อมูลหรือเอกสารของผู้ให้บริการแต่ละรายก่อนตัดสินใจ
ส่งท้าย
ราคางานโลหะทำมือที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องต่ำที่สุด แต่ควรอธิบายได้ว่ามาจากวัสดุ เวลา ความละเอียด และต้นทุนในการผลิตส่วนใดบ้าง การทำตารางต้นทุนเป็นประจำช่วยให้รู้ว่างานใดคุ้มค่าและงานใดควรปรับเงื่อนไข เมื่อเป็นงานสั่งทำ การสื่อสารขอบเขตให้ชัดเจนสำคัญพอ ๆ กับการคำนวณราคา
ข้อมูลที่ควรรู้เพิ่มเติม
เก็บบันทึกต้นทุนของงานแต่ละประเภทแยกกัน จะช่วยเห็นความต่างระหว่างงานเชื่อม งานฉลุ งานแกะลาย และงานประกอบหลายชิ้นได้ง่ายขึ้น ควรเก็บแบบที่ลูกค้ายืนยันและข้อความสำคัญไว้เป็นหลักฐานการทำงาน รวมถึงทบทวนต้นทุนวัสดุเมื่อเริ่มรับคำสั่งซื้อใหม่
ข้อควรทราบ
อัตราค่าแรง ราคาวัตถุดิบ ภาษี ค่าจัดส่ง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแตกต่างกันตามพื้นที่ ช่องทางขาย และช่วงเวลา บทความนี้จึงเป็นกรอบสำหรับจัดระบบต้นทุน ไม่ใช่อัตราราคาตายตัว ก่อนออกใบเสนอราคาควรตรวจสอบข้อมูลวัสดุและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่เสนอราคาเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. งานโลหะทำมือควรบวกกำไรกี่เปอร์เซ็นต์?
A1. ไม่มีอัตราเดียวที่เหมาะกับทุกงาน เพราะขึ้นกับต้นทุนวัสดุ เวลา ความซับซ้อน ค่าใช้จ่ายแฝง และเป้าหมายของผู้ทำงาน ควรเริ่มจากการรวมต้นทุนทั้งหมดให้ครบก่อน แล้วกำหนดกำไรในระดับที่ยังทำให้งานคุ้มกับแรงและความเสี่ยงของตนเอง
Q2. ถ้าลูกค้านำวัสดุมาเอง ควรคิดค่าแรงและค่าใช้จ่ายอย่างไร?
A2. แม้ลูกค้านำวัสดุมาเอง ก็ยังควรคิดค่าแรงตามเวลาและความชำนาญ รวมถึงค่าไฟ วัสดุสิ้นเปลือง เครื่องมือ บรรจุภัณฑ์ หรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามขอบเขตงาน ควรตรวจสอบชนิด สภาพ และปริมาณวัสดุก่อนยืนยันราคา เพราะวัสดุที่ลูกค้านำมาอาจส่งผลต่อขั้นตอนผลิตได้
Q3. งานสั่งทำควรเก็บมัดจำเท่าไรและควรระบุอะไรในใบเสนอราคา?
A3. จำนวนมัดจำควรกำหนดตามข้อตกลงและต้นทุนที่ต้องเริ่มจ่ายก่อนผลิต ไม่ควรใช้ตัวเลขตายตัวกับทุกงาน ใบเสนอราคาควรระบุรายละเอียดวัสดุ แบบงาน จำนวนรอบแก้ไข ระยะเวลาผลิต เงื่อนไขมัดจำ ยอดคงเหลือ และกรณีที่มีการเปลี่ยนแบบหรือปรับงานเพิ่มเติม





